เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๕ ม.ค. ๒๕๖๓

เทศน์เช้า วันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๓

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ฟังธรรม ฟังธรรมคือสัจธรรมนะ 

แต่ก่อนมา หาโอกาสฟังธรรมได้แสนยาก หาแสนยาก สมัยโบราณไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีการสื่อสารไง ต้องมุขปาฐะ ฟังจากปากเท่านั้น นี่การฟังธรรมถึงแสนยาก การฟังธรรมแสนยาก ในสมัยปัจจุบันนี้โลกเจริญขึ้น วิทยุเปิดถึงห้องนอนเลย เปิดถึงหูเลยนะ ฟังธรรม ฟังธรรมนะ แต่ฟังธรรมแล้วมันจืดมันชืด แต่ถ้าฟังเรื่องกิเลสตัณหาความทะยานอยากนะ ฟังเรื่องการโฆษณา การชวนเชื่อ การยุให้รำ ตำให้รั่วนี่ชอบ 

แต่ฟังธรรม ฟังธรรม ฟังธรรมเพราะอะไร 

ฟังธรรม เวลาหลวงปู่มั่นแสดงธรรมที่วัดเจดีย์หลวง ท่านเทศน์มุตโตทัย ท่านเทศน์มุตโตทัย ท่านเทศน์เรื่องของเรานี่แหละ เรื่องความสุข ความทุกข์ในหัวใจเรานี่แหละ เรื่องความสุข ความทุกข์ในหัวใจมันเป็นสัจธรรมนะ เรื่องของเราแท้ๆ เลย ทำไมต้องให้คนอื่นบอกเราด้วยล่ะ เรื่องของเราแท้ๆ เลย 

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน สุดยอดของสัจธรรมเลย แต่ทำได้แสนยาก เพราะอะไร เพราะตนไม่เคยเห็นว่าตนผิดเลย มีแต่คนอื่นผิดทั้งนั้น มีแต่คนอื่นผิดทั้งนั้น เวลาตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนะ เวลาจิตมันสงบแล้วมันยกขึ้นสู่วิปัสสนานะ มันเป็นเรื่องของบุคคลคนเดียวนั่นน่ะ แต่บุคคลคนเดียวนั้นกว่าจะทำได้ 

มนุษย์ เห็นไหม เวลาเกิดมา เกิดมาเป็นอริยทรัพย์ เป็นอริยทรัพย์ คำว่า เป็นอริยทรัพย์ เกิดมาเป็นมนุษย์ เราต้องพึ่งอาศัยใคร ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน พึ่งไม่ได้หรอก ต้องพึ่งพ่อ พึ่งแม่ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก พึ่งครู พึ่งอาจารย์ พึ่งสังคม พึ่งพวกบ่าวไพร่ที่ได้รับใช้เรา ต้องพึ่งเขาทั้งนั้น

นี่พูดถึงทางโลก เวลาพึ่งพาอาศัยกัน เวลาพึ่งพาอาศัยกัน ธรรมะสมานให้สามัคคีกัน ให้รักกัน ให้เกียรติต่อกัน ให้เกียรติต่อกัน คนสูง คนต่ำไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าเขาเป็นหน้าที่ของเขา เขาเกิดมาหน้าที่ใด เขามีหน้าที่รับผิดชอบของเขา เขาทำงานของเขา การทำงานโดยสุจริตเป็นคุณธรรมทั้งสิ้น การทำงานโดยสุจริต เขาทำหน้าที่การงานของเขา เขาต้องมีเกียรติของเขา เป็นเพราะจิตใจคนที่เป็นธรรมไง มันเห็นคุณค่าของคน เห็นคุณค่าของคนไง 

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน กว่ามันจะพึ่งตนได้ พึ่งตนได้ไง พึ่งตนได้ต้องเป็นสุภาพบุรุษ เป็นผู้ที่มีสติมีปัญญาของเขา เวลาเขาจะพึ่งตนเอง การพึ่งตนเอง พึ่งตนเอง บวชเป็นพระ เวลาบวชเป็นพระขึ้นมา เวลาทำบุญ เทวดาถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ควรทำบุญที่ไหน

ควรทำบุญที่เธอพอใจ

คำว่า เธอพอใจนะ เพราะคนที่มันคิดจะทำบุญ จิตใจมันเปิดกว้างแล้ว จิตใจมีเจตนาที่ดี เธอควรทำบุญที่เธอพอใจ แต่ถ้าเอามรรคเอาผลกันล่ะ เอามรรคเอาผลเพราะอะไร 

เธอทำบุญที่เธอพอใจ แต่สมองเรามีเท่าไหร่ล่ะ เรามีสมองเท่าไหร่ เรามีความรู้สึกเท่าไหร่ เราก็ทำที่เราพอใจ เพราะเราเห็นแล้วเราชอบไง สิ่งที่เราเห็นแล้วชอบใจมาก อันนี้ดีงามมาก ทำที่นั่นไง แต่สมองเรามีเท่านี้ 

แต่ถ้าจะเอาผลไง เอาผล อันดับหนึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน ถ้าไม่มีล่ะ นี่เข้าแล้ว ถ้าไม่มีให้ทำกับหมู่สงฆ์ หมู่สงฆ์ทำสังฆทาน สังฆทาน ทำสังฆทานกับหมู่สงฆ์ไง

คำว่า หมู่สงฆ์” อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเขาพึ่งตัวเขาได้ เวลาเขาพึ่งตัวเองเขาได้ นี่พาดกระแส พระโสดาบันพาดกระแสแล้ว พาดกระแสเขามีสติปัญญาของเขา เขาจะขวนขวายในใจของเขา เขาจะหัดพึ่งตนเองของเขา เพื่อให้เขาพ้นจากทุกข์นั้นไป 

แต่ผู้ที่เวลาบวชมาใหม่ เราบวชมาแล้วเราพึ่งตัวเองไม่ได้ เป็นคณะสงฆ์ พึ่งสงฆ์ เหมือนสังคมพึ่งสงฆ์ สิ่งที่เป็นสังฆะ เป็นสงฆ์ขึ้นมา เวลาสงฆ์ขึ้นมา เวลาลงอุโบสถ เห็นไหม ถ้ามันทำที่มันผิดพลาด ทำที่เราไม่เห็นด้วย ถ้าเสียงเราน้อยกว่า เห็นไหม ให้ค้านไว้ในใจ ค้านไว้ในใจ มันเป็นกระแสบุญกระแสกรรม สายบุญสายกรรมไง 

ถ้าสายบุญสายกรรมมันจะมีความร่วมกันไปไง ถ้ามันถูกต้องดีงาม เห็นไหม ทำสามัคคีอุโบสถ แต่ถ้าไม่ถูกต้องดีงามมันเป็นโมฆะ เป็นโมฆียะ เพราะมันเท่ากับผลยังไม่ได้ทำ ถ้าไม่ได้ทำ แล้วใครเป็นคนที่ทำและไม่ได้ทำล่ะ คนที่ผิด คนที่เป็นอาบัติ คนที่ไม่ใช่สงฆ์แท้ เข้าไปอยู่ในสงฆ์นั้น ทำให้สงฆ์นั้นเป็นโมฆะหมดเลย 

เธอควรทำบุญที่ไหน” 

เธอควรทำบุญที่เธอพอใจ

มันพอใจที่ไหนทำที่นั่น แต่ถ้าจะเอาผลกันล่ะ ถ้าเอาผลกันอยู่ที่วุฒิภาวะ อยู่ที่สายตานะ สายตามันลึกซึ้งแค่ไหน สายตามันรับรู้ได้แค่ไหน ถ้าจะพึ่งตนเอง ถ้าพึ่งตนเอง เห็นไหม แล้วเราเกิดมา เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเวลาสอนขึ้นมา การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ เป็นอริยทรัพย์เพราะอะไร เพราะมีกายกับใจ กายคือธาตุ ๔ ความรู้สึกนึกคิด หัวใจ ขันธ์ ๕ เราพึ่งพาอาศัย เราพึ่งพาอาศัยเขาทั้งสิ้น 

เวลาพระอรหันต์นะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้ว ๔๕ ปีเป็นพระอรหันต์ สอุปาทิเสสนิพพาน สอุปาทิเสสนิพพาน สะคือเศษส่วน เหลือทิ้งไง ธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ เหลือทิ้ง จิตใจเป็นพระอรหันต์ แต่มันอยู่ในธาตุขันธ์นี้ รอจนหมดอายุขัยไป นั่นน่ะพึ่งตนเองได้ พึ่งตนเองได้ สัจธรรมแท้ เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรม กราบธรรม กราบดวงใจที่เป็นธรรมดวงนั้นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

ธรรมะอยู่โดยธรรมชาติ ธรรมะเป็นธรรมะสาธารณะ แต่ถ้าเป็นธรรมะของเรา ธรรมะของเรา เวลาสุข เวลาทุกข์ เวลามีสติปัญญา มีวุฒิภาวะ นี่เราพึ่งพาอาศัย เราต้องพึ่งพาอาศัย พึ่งพาอาศัยโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก เห็นไหม 

เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมาแล้ว มารเอย เธอเกิดจากความดำริของเรา เราจะไม่ดำริถึงเจ้า เจ้าจะเกิดบนดวงใจดวงนี้ไม่ได้เลย  มารไม่มีที่เกิด นี่ไงเวลาพึ่งตนเองได้ แต่ของเรานะ ผู้ที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ อวิชชาพาเกิด เรามีครอบครัวของมารเต็มหัวใจเลย ตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยายเรามาหมดเลย แล้วเวลาเราคิดอะไรเราคิดโดยมารไง 

นี่ไงภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา พระอรหันต์นะ ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ขันธ์ ความรู้สึกนึกคิดเป็นภาระ ร่างกายเป็นภาระ ต้องเลี้ยงดูชีวิตนี้ไป นี่พระอรหันต์ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ของเราขันธมาร ความคิดก็เป็นมาร รูปก็เป็นมาร สังขารก็เป็นมาร แล้วเวลาลูกของมารมันแหย่ก็เจ็บปวดเล็กน้อย เวลาพ่อของมารมันแหย่ก็เจ็บปวดมากขึ้น เวลาอวิชชามารมันพลิกมันแพลงให้ชีวิตเราบิดเบือนไปเลย โอ๋ย! ยิ่งเจ็บปวดแสบร้อนไปเลย นี่ไงขันธมารไง

เราเกิดเป็นมนุษย์นะ เกิดมีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ ในบรรดาสัตว์สองเท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด ในบรรดาสัตว์สองเท้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด เราก็เป็นสัตว์สองเท้า สัตตะผู้ข้อง ผู้ข้อง ผู้เกี่ยว ผู้ยึด ผู้เหนี่ยว ผู้รั้งว่าต้องการให้สมความปรารถนา แล้วไม่มีอะไรสมความปรารถนาเลย แล้วมารมันก็พลิกมันก็แพลง มันก็หลอกมันก็ล่อไง 

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ เอ็งจะพึ่งอะไร เอ็งจะเอาอะไรเป็นที่พึ่ง ที่เรียนมาของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ไม่มีสัจจะ ไม่มีความจริงอะไรเลย ถ้าจะมีสัจจะมีความจริงขึ้นมา เราจะพึ่งตัวเราเอง เราพึ่งตัวเองนะ 

ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงจำธรรมวินัยไว้ ทรงจำไว้เพื่อศึกษา เพื่อค้นคว้า แล้วทรงจำมาเพื่อประพฤติปฏิบัติเป็นแนวทางไง ถ้ามันเป็นแนวทางนะ เวลาเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์มีกายกับใจ กายกับใจ กายกับใจ สิ่งที่กายกับใจ เวลาเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม ไม่มีกายหยาบนี้ แต่รูปสมบัติเขาครบถ้วน ครบถ้วนด้วยความเป็นทิพย์สมบัติ ทิพย์สมบัติ เห็นไหม นรกอเวจีก็เหมือนกัน 

ฉะนั้น เวลาเกิดมาเรามีกายกับใจ กายกับใจ เราก็พึ่งพาอาศัยสิ่งนี้ ถ้าพึ่งพาอาศัยสิ่งนี้ มันต้องอยู่กับสิ่งนี้ไง มันยังมีชีวิตอยู่ไง 

แต่ผู้ที่มีอำนาจวาสนา เห็นไหม เชื่อในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัจธรรมสอนนะ ศีล สมาธิ ปัญญา เรามีศีล เวลามีศีลมีธรรมของเรา มีศีลมีธรรม เวลาเราคิดมันคิดผิด อาบัติโดยความรู้สึกนึกคิดไม่มี อาบัติมีจากการกระทำทั้งสิ้น แต่เป็นมโนกรรมไง เวลามันคิดแล้วมันก็เป็นฟืนเป็นไฟแผดเผาเราไง

ถ้าเรามีศีลมีธรรมนะ เราไม่คิดนอกกรอบ คนเราถ้ายังโกหกมดเท็จ จะทำความชั่วอย่างอื่นที่ไม่ทำอีกไม่มี ลองมันได้โกหก ลองได้พูดปด มันผิดศีล ๕ มันกะล่อน มันจะไม่ทำความผิดอย่างอื่นอีกไม่มี แล้วมันก็กะล่อนไปทั้งวัน มันกะล่อนกันอยู่นี่ ว่ามันเป็นนู่นเป็นนี่ เป็นอะไร เอ็งเป็นอะไร เป็นพระไง ถ้าเป็นพระ เป็นพระในหัวใจหรือเป็นพระโดยสมมุติ 

นี่ไงว่าสมมุติบัญญัติ สมมุติบัญญัติไง เวลาสมมุติ สมมุติ เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง นี่ว่ามีกายกับใจนี่ไง พอมีกายกับใจเป็นวิทยาศาสตร์ เวลาจะบวชเป็นพระ อุปัชฌาย์อาจารย์ยกเข้าหมู่มา เวลายกเข้าหมู่มาเป็นสมมุติสงฆ์ สมมุติสงฆ์ขึ้นมา เราจริงตามสมมุติไง โลกนี้เป็นโลกสมมุติไง คำว่า สมมุติ สมมุติ สมมุติมันมีจริงตามสมมุตินะ สมมุติมันมีจริงตามสมมุติบัญญัติ เวลาสมมุติมีจริงตามสมมุติ เราคุยโดยภาษาสมมุติ 

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติธรรมวินัยเป็นบัญญัติ บัญญัติเป็นข้อเท็จจริงมันตายตัว เถรวาทเวลาเขาเผยแผ่ธรรมในยุโรป ในอเมริกา ทุกชนชาติเวลาเป็นเถรวาทสวดมนต์เหมือนกันไง มันเป็นบาลี เหมือนกันหมด นี่สมมุติบัญญัติ สมมุติบัญญัติ นี่ไงธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เป็นที่พึ่งอาศัยของเราไง 

ถ้าเราจะพึ่งตัวเรา เห็นไหม หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ถ้าหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ อัปปนาสมาธินะ เวลามันสงบระงับถึงที่สุด มันไม่รับรู้เรื่องกายนี้หรอก สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่ารู้คือสิ่งมีชีวิตมันปรากฏของมันอยู่ แต่มันไม่รับรู้เรื่องร่างกายนี้หรอก 

เราฟังพระเทศน์บ่อย เข้าอัปปนาสมาธิแล้วพิจารณามันเลย  นั่นน่ะโกหก ถ้ามันโกหกมดเท็จแล้วนะมันจะไม่ทำอย่างอื่นไม่มี เพราะอะไร เพราะมันไม่รู้ไงมันถึงโกหก โกหกใคร โกหกตัวเอง เพราะตัวเองไม่รู้ถึงพูดมา เข้าอัปปนาสมาธินะ แล้วพิจารณาร่างกายไปเลย ไปถึงอัปปนาสมาธิมันจะเกิดปัญญาเอง”  เป็นไปไม่ได้  เป็นไปไม่ได้หรอก 

สิ่งที่มันจะเป็นไปได้ เราอตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ถ้าเรายังหาหัวใจของเราไม่ได้ เรายังพึ่งตัวเองไม่ได้ แล้วเราจะใช้สติปัญญาอะไร เราจะช่วยเหลือตัวเราเองอย่างไร

เราเกิดมานะ เกิดมาเป็นทารก เห็นไหม ก็พึ่งพาพ่อแม่ พึ่งพาญาติพี่น้อง เราทำงานก็มีเพื่อนที่ทำงาน อยู่สังคม สังคมก็ช่วยเหลือเจือจานกัน เป็นสิ่งสมมุติทั้งสิ้น  สมมุติบัญญัติ สมมุติบัญญัติ ใครไปเจอสังคมที่ดีงาม โอ้โฮ! เป็นอำนาจวาสนานะ ไปเจอสังคมข้างเรือนเคียงที่มีแต่การทะเลาะเบาะแว้งนะ น่าเบื่อหน่าย ไอ้นี่มันสภาคกรรม กรรมที่เราเกิดร่วมกันไง 

เราพยายามตั้งสติขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสายบุญสายกรรม ผลของวัฏฏะ ทำไมเราเป็นเช่นนั้น ทำไมเราเกิดอย่างนั้น ทำไมมาเป็นอย่างนี้ แล้วหนีไม่พ้นนะ หนีไม่พ้นหรอก ถ้าวันไหนบอกว่า เฮ้อ! พ้น ไม่งั้นไม่พ้นหรอก ถ้ามันยังสงสัยยังไม่พ้น แต่ถ้าวันไหน เฮ้อ! พอกันที พ้น นี่ผลของวัฏฏะ ผลของวัฏฏะไง 

ถ้าผลของวัฏฏะมันเป็นสัจจะเป็นความจริงอยู่แล้ว มันพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้ทางการแพทย์ พิสูจน์ได้ด้วยที่เราเห็นกันอยู่นี่

แต่ถ้าเราจะเอาจริง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ปริยัติ ศึกษามา ศึกษาทรงจำธรรมวินัยมาเพื่อประพฤติปฏิบัติ เวลาปฏิบัติขึ้นมาต้องทำความสงบของใจเข้ามา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนจะเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่ปัจจุบันนี้ตนพึ่งตนเองไม่ได้ แต่ก็พึ่งสายบุญสายกรรม พึ่งผลของการเกิดเป็นมนุษย์ไง มนุษย์มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ไง ธรรมชาติของมันไง 

เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาจิตสงบไปแล้ว เห็นไหม สักแต่ว่า รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร เวลาเราทำสมาธิไม่ได้ มันเป็นบ่วง มันเป็นบ่วง เป็นผล บ่วงมันรัดคออยู่อย่างนั้นทำอะไรไม่ได้

แต่เวลามันพิจารณาของมันไปแล้ว รูป รส กลิ่น เสียงไม่ใช่กิเลส รูปอันวิจิตร เพชรนิลจินดาไม่มีกิเลสหรอก แบงก์ก็ไม่มีกิเลส ไม่มีกิเลสหรอกเพราะไม่มีชีวิต ตัณหาความทะยานอยากของคนต่างหาก คนที่ดิ้นรนไปหามันต่างหาก ไอ้พวกดิ้นรนตะเกียกตะกายนั่นน่ะ นั่นน่ะกิเลส กิเลสมันเกิดจากมาร ไม่ใช่เกิดจากเพชรนิลจินดา เพชรนิลจินดามันมีอะไร 

ดูสิกษัตริย์ มหากษัตริย์ต่างๆ ที่สวรรคตไป ทรัพย์สมบัติเอาไว้กับโลก เอาไปด้วยหรือเปล่า เพชรนิลจินดาไม่ใช่กิเลส คนต่างหาก ตัณหาความทะยานอยากของคนต่างหากเป็นกิเลส พอเป็นกิเลสมันก็ดีดมันก็ดิ้น มันก็ทำให้จิตใจมันฟุ้งซ่าน เราก็พึ่งตัวเองไม่ได้ไง กิเลสมันปั่นป่วนในหัวใจไง 

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เวลาเราศึกษาธรรมแล้ว โดยสัจจะ โดยข้อเท็จจริงเป็นอย่างนั้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายต้องดับเป็นธรรมดา มันเป็นเช่นนั้นเอง ก็พูดปลอบประโลมใจตัวเองเท่านั้นแหละ มันพึ่งตัวเองไม่ได้หรอก ไอ้ที่มันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นเช่นนั้นเอง เป็นเช่นนั้นเองแล้วเอาคอไปพาดให้มันกระทืบใช่ไหม เป็นเช่นนั้นเองแล้วก็พาดคอเลย แล้วมันก็ตัดหัวเลย เป็นเช่นนั้นเองหรือ

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จิตของตนสงบระงับแล้ว ถ้าสงบระงับแล้ว สิ่งที่จิตเห็นอาการของจิต ที่มันจับต้องพิจารณาของมันได้ไง การพิจารณา ความรู้สึกนึกคิดของเรา มนุษย์ อวิชชาพาเกิด ความไม่รู้พาเกิด ความไม่รู้พาเกิดเวลาคิดขึ้นมาก็คิดโดยสติปัญญาของเราครึ่งหนึ่ง สิ่งที่อนุสัยมันก็ปนมาครึ่งหนึ่ง ตัณหาความทะยานอยากมันปนมาทั้งนั้น ถ้ามันยังทำความสงบของใจไม่ได้ 

แต่ถ้าวันไหนมันทำความสงบของใจได้นะ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน พอจิตมันสงบ เออ! สัมมาสมาธิ ขณิกสมาธิ เออ! ขณิกสมาธิมันก็มีความสุขเนาะ คนที่หาบหามความทุกข์ไว้เต็มหัวใจเลย แล้วมันวางได้ เออ! มีความสุข สมาธิจะเล็กจะน้อย มันวางได้เล็กน้อยมันก็มีความสุข มีความสุขมีความขยันหมั่นเพียร มีความใคร่ครวญในการรักษา ทำให้มันสงบสุขมากขึ้น มันเป็นอุปจาระไง อุปจาระคือยังรับรู้เสียงได้ ยังคิดในสมาธิได้ 

แต่ถ้ามันทำความสงบลึกเข้าไปจนเป็นอัปปนา คิดไม่ได้ คิดไม่ได้ สักแต่ว่ารู้ ละเอียดลึกซึ้งนัก จิตของตนแท้ๆ นะ มันพึ่งอะไร เพราะมันพึ่งสติ พึ่งคำบริกรรม พึ่งต่างๆ มันถึงเข้าเป็นตัวของมันเอง เวลามันคลายตัวออกมา คลายตัวออกมา ถ้ามันพิจารณาของมันได้ พิจารณา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มันจะเกิดมรรคเกิดผลในหัวใจดวงนั้น 

ดวงใจดวงใดไม่มีผล เวลาสุภัททะไปถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานไง ศาสนาไหนก็ว่าดี ศาสนาไหนก็ว่าดี ในปัจจุบันนี้ก็สำนักไหนปฏิบัติก็ว่าดี สำนักไหนก็ปฏิบัติว่าดี ไอ้คนนั้นก็ยอดเยี่ยมกระเทียมดองทั้งนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า ศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล

ในการประพฤติปฏิบัติของเราก็เหมือนกัน มันไม่เกิดมคฺโค เกิดทางอันเอกในใจของเรา มันจะเกิดผลขึ้นมาได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นจินตนาการ เป็นความจำ เป็นการถ่ายทอด ไม่มีความจริงหรอก 

ถ้าเป็นความจริงสิตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ต้องเป็นปัญญาของตน เป็นสัจธรรมความจริงในใจของตน แล้วเวลามันเกิดขึ้น เวลาพิจารณาของมันไป เวลาธรรมจักรมันเคลื่อน ปัญญามันหมุนไป เวลาจิตสงบ คนเรานี่นะเวลามันคิดเร็วมาก แล้วพอเราทันความคิดเรามันหยุดได้หมด อื้อหือ! อื้อหือ! มหัศจรรย์ แล้วถ้ามันไปเกิดปัญญาที่เป็นธรรมจักรที่มันเคลื่อนในหัวใจ มันยิ่งมหัศจรรย์เข้าไป ๒ เท่า ๓ เท่า แต่มันไม่เคยเห็นเลย มันพึ่งตัวเองไม่ได้ไง พึ่งแต่สังคม พึ่งแต่สังฆะ พึ่งแต่คำสอนของครูบาอาจารย์ไว้ 

มันก็เป็นที่พึ่ง ครูบาอาจารย์ท่านก็ให้เป็นที่พึ่ง แต่พึ่งแล้วอย่าโกหก ผิดศีล ๕ ศีล ๕ ยังขาดเลย มึงไม่รู้จริง อย่าเพิ่งพูด ต้องสอนตัวเองให้ได้ก่อน การสอนตนนี้แสนยาก สอนใครก็ได้ สอนได้หมด ใครก็สอนได้หมดน่ะ แต่ถ้ามันสอนไม่ได้มันก็ยังไม่เห็นข้อเท็จจริง ถ้าวันไหนมันสอนตัวมันได้นะ จากใจดวงหนึ่งไปสู่อีกใจดวงหนึ่ง ถ้าใจดวงนั้นเป็นความจริง มันจะถ่ายทอดไปสู่ใจดวงหนึ่งได้ แล้วการถ่ายทอดนั้นแสนทุกข์แสนยาก 

คำว่า แสนทุกข์แสนยาก เพราะครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านเป็นความจริง ธรรมะอยู่ฟากตาย ธรรมะอยู่ฟากตาย มันอยู่ฟากตายเพราะอะไร เพราะเราเข้มข้นขึ้นมาเมื่อไหร่ กิเลสมันจะบอก ตายนะ ตายนะ มันจะปั่นป่วนให้เราเลิก มันจะปั่นป่วนให้เราพ่ายแพ้มัน กิเลสมันไม่ยอมหรอก กิเลสมันไม่ยอมให้เราผ่านมันไปได้เด็ดขาด มันอยู่ฟากตาย 

ถ้ามันจะตาย อะไรตายขอดูหน่อย อะไรตายก่อนขอดูซิ แล้วมันเริ่มตายจากตรงไหนล่ะ ตรงไหนมันตายก่อน ถ้าไปพิจารณากับมัน ไม่มีหรอก เพราะมันหลอก มันเอาความตายมาหลอกเรา 

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน สุดยอด ยอดเยี่ยม แต่กว่าจะพึ่งตนได้ เราอาศัยครูบาอาจารย์ไปก่อน รัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แก้วสารพัดนึก เรานึกของเรา เราประพฤติปฏิบัติของเรา อธิษฐานบารมี ตั้งเป้าแล้วเราพยายามขวนขวายของเรา ได้มาก ได้น้อยนั่นสมบัติอันแท้นะ 

เวลาหลวงตาท่านสอน อัตตสมบัติ พระถ้าทรงศีลทรงธรรมไม่ได้ ใครจะทรง แล้วศีลธรรมมันเป็นอย่างไรล่ะ ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่รู้จัก อยู่ในพระไตรปิฎก ถ้าพระไม่ทรงศีล ทรงธรรม ใครจะทรง 

เราเป็นชาวพุทธ เราตั้งสติ เรามีสติยับยั้งความคิดได้ เรามีสมาธิ เราทรงสมาธิได้ เรามีธรรม เรามีคุณธรรม เราทรงคุณธรรมได้ อัตตสมบัติ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เป็นสมบัติของใจดวงนั้น มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกกับผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น เอวัง